การยืด (stretching)

การยืด (stretching) คือวิธีการที่ใช้ในการทำให้เนื้อเยื่ออ่อนที่หดสั้นเหยียดยาวออก  และอาจทำให้ช่วงการเคลื่อนไหว (range of motion) เพิ่มขึ้น หรือไม่ก็ได้วิธีการยืดอาจแบ่งเป็น 3 วิธีการคร่าวๆ ดังนี้

  • การยืดให้ (passive stretching)  หมายถึงการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือผู้บำบัดเป็นผู้ยืดให้
  • การยืดด้วยตนเอง (self stretching) หมายถึงผู้ป่วย/ผู้ออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อนั้น โดยจัดท่าทางร่างกายให้เหมาะสม และออกแรงด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความสูง
  • การใช้กระบวนการยับยั้ง (active inhibition) หมายถึง การยืดกล้ามเนื้อผ่านกระบวนการทางประสาทสรีรวิทยา ในการยับยั้งหรือลดการหดสั้นหรือแรงตึงตัว (tonus) ของกล้ามเนื้อ  โดยผู้ป่วย/ผู้ออกกำลังกายกระทำเอง

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าการยืดกระทำเพื่อต้องการให้เนื้อเยื่ออ่อนยืดยาวออก  เราสามารถวัดผลนี้โดยอ้อมจากความยืดหยุ่น (flexibility)  หรือกล่าวโดยสรุปการยืดกระทำเพื่อให้เนื้อเยื่ออ่อนเกิดความยืดหยุ่น  ดังนั้นการยืดจึงเกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นและมักจะกล่าวถึงความยืดหยุ่นบ่อยครั้ง

การยืด

เนื้อเยื่ออ่อนที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่น

เนื้อเยื่ออ่อนทุกชนิดในร่างกายเพิ่มความสูงจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ เซล (fibroblast)  สารประกอบพื้นฐาน (ground substance) และ เส้นใย  เส้นใยจะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติทางกลไก (mechanical properties) ของเนื้อเยื่อแต่ละชนิด  เนื้อเยื่อที่มีเส้นใยประเภท elastin มากจะมีคุณสมบัติยืดหยุ่นดี (elasticity)  ในทางกลับกันเนื้อเยื่อที่มีเส้นใยประเภท collagen มากมักจะทำหน้าที่รับแรง ส่งถ่ายแรง  ดังนั้นการจะทราบว่าการยืดจะมีผลต่อเนื้อเยื่อใดบ้างจำเป็นต้องทราบถึงลักษณะทางจุลกายวิภาคของเนื้อเยื่อแต่ละชนิดเป็นอย่างดี

ดังได้กล่าวแล้วว่าการยืดมักจะเกี่ยวกับความยืดหยุ่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  การวัดความยืดหยุ่นนั้นมักกระทำโดยวัดช่วงการเคลื่อนไหว (range of motion)  ซึ่งช่วงการเคลื่อนไหวที่วัดได้มากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง  ช่วงการเคลื่อนไหวที่ปกตินอกจากขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อต่อ (เช่นการสบกัน หรือ congruity) แล้วยังขึ้นอยู่กับว่าเนื้อเยื่อใดถูกยืดยาวออกด้วย  ตัวอย่างเช่น

ที่บริเวณหลังมือ หรือด้านหน้าสะบ้า หากมีแผลผ่าตัดยาว หรือมีการหดสั้นของผิวหนังจะทำให้การกำมือหรืองอเข่า (ตามลำดับ) ไม่สุดถ้าข้อเข่าได้รับบาดเจ็บเกิดแผลที่เยื่อหุ้มข้อ (joint capsule) ก็จะทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สุดการตรวจประเมินเพื่อให้ทราบว่าเนื้อเยื่อใดที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะยืด  โดยทั่วไปอีกเช่นกันที่เราพบว่าเมื่อพูดถึงการยืด (โดยเฉพาะในคนปกติที่ออกกำลังกาย) มักนึกถึงกล้ามเนื้อ  ดังนั้นการยืดจึงมักพูดถึงการยืดกล้ามเนื้อเป็นหลักde Vries กล่าวว่า ความยืดหยุ่นของแต่ละคนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ส่วนคือ

  • ช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อ (joint’s range of motion) ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเนื้อเยื่อรอบข้อ (periarticular connective tissue)  และลักษณะของข้อต่อ
  • ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (muscle flexibility) หรือ ความสามารถที่กล้ามเนื้อสามารถยืดยาวออกได้

โดยหลักการการที่ accessory movement ถูกจำกัดนั้นมักจะเกิดปัญหากับ periarticular connective tissue หรือพูดง่ายๆว่าเป็นปัญหาที่ข้อต่อ ส่วนการจำกัด physiological movement มักจะมีปัญหาทั้งจากกล้ามเนื้อ และ periarticular connective tissue

การหดรั้ง (Contracture)

การหดรั้งคือการที่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่ออ่อนที่ผ่านข้อต่อมีการปรับตัวเพิ่มความสูงโดยหดสั้นลง (adaptive shortening)  ทำให้เกิดการจำกัดการเคลื่อนไหว (limitation of range of motion) เช่น ถ้าผู้ป่วยมีการหดรั้งของกล้ามเนื้องอศอก (elbow flexor) ทำให้ข้อศอกไม่สามารถเหยียดได้สุด  จะเรียกว่าผู้ป่วยมีการหดรั้งในท่างอศอก (elbow flexion contracture)  การหดรั้งสามารถจำแนกได้หลายประเภทดังนี้

  1. Myostatic contracture เป็นการหดรั้งที่ไม่มีพยาธิสภาพที่แน่ชัด  โดยพบการปรับตัวหดสั้นของ musculotendinous unit  มักมีการหดรั้งไม่มาก และสามารถหายได้โดยการยืดอย่างเบา (gentle stretching)  บางครั้งจึงเรียกว่า มีอาการตึง (tightness)
  2. Adhesions การเกิดพังพืดยึดเนื่องจากเนื้อเยื่ออ่อนถูกจำกัดการเคลื่อนไหวให้อยู่ในท่าหดสั้น (shortend position) เป็นเวลานาน  จึงเกิดการเชื่อมกันระหว่างเส้นใย collagen (cross bonding)
  3. Scar tissue adhesions การเกิดรอยแผลเป็น (scar) เป็นผลต่อเนื่องมาจากมีการบาดเจ็บหรืออักเสบของเนื้อเยื่ออ่อน  เส้นใยที่มาซ่อมแซมเนื้อเยื่ออ่อนมีการเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ  จึงเกิดการหนาตัวของเนื้อเยื่อที่มีการประสานเส้นใยและเรียงตัวไม่ดี
  4. Irreversible contracture การที่เนื้อเยื่ออ่อนที่ซ่อมแซมตัวเองไม่ดีพอจนเกิดการสะสมของเนื้อเยื่อที่ไม่มีความยืดหยุ่น (nonextensible tissue) เช่น เนื้อเยื่อเหนียว (fibrous tissue) การหดรั้งประเภทนี้ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด
  5. Pseudomyostatic contracture เป็นการจำกัดการเคลื่อนไหวเพิ่มความสูงที่เป็นผลมาจากกล้ามเนื้อมีความตึงตัวมากเกิน (hypertonicity) เนื่องจากพยาธิสภาพของระบบประสาทส่วนกลาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *