การใช้แหล่งเชื้อเพลิงในคนที่ขาดการออกกำลังกาย

คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์และพร้อมหรือที่มักเรียกทับศัพท์ว่ามีความฟิต  ความฟิตหมายถึงสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ มีการทำงานของระบบหัวใจ หลอดเลือดและปอดแข็งแรง สามารถลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนไปให้กล้ามเนื้อได้อย่างพอเพียง และกล้ามเนื้อมีความสามารถสร้าง ATP

จากกระบวนการ aerobic ได้มากตามความต้องการ  ในกล้ามเนื้อจะมีหลอดเลือดฝอยหล่อเลี้ยงมาก จำนวน mitochondria และเอนไซม์ที่จำเป็นในการสันดาปสารอาหารโดยใช้ออกซิเจนมีจำนวนมาก สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จำนวนหลอดเลือดฝอยในกล้ามเนื้อเพิ่มความสูงจะน้อยกว่า เซลล์มีจำนวน mitochondria และเอนไซม์ที่ใช้ในกระบวนการ aerobic น้อยกว่า จึงขาดประสิทธิภาพของกระบวนการ aerobic ในการผลิต ATP ไม่สามารถผลิต ATP ได้มากตามความต้องการได้  จึงต้องสร้าง ATP ทดแทนโดยใช้กระบวนการย่อยสลายไกลโคเจนแบบ anaerobic แทน ทำให้กรดแลกติกภายในกล้ามเนื้อคั่งและเกิดอาการอ่อนล้าง่าย

ระบบการหายใจ

ระบบการหายใจ

การเปลี่ยนแปลงในระบบการหายใจเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อระดับเมทาบอลิซึมที่เพิ่มขึ้น อัตราการใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น และอัตราการขับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น

  1. เพิ่มการระบายอากาศ (ventilation) ระบบสำรองของการหายใจของคนเรานั้นมีเหลือเฟือ  ในภาวะปกติปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าออกจะเท่ากับ 5-6 ลิตร/นาที  ขณะออกกำลังกายเพิ่มความสูงปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าออกจะเพิ่มได้มากถึง 100-150 ลิตร/นาที  สังเกตได้จากการหายใจที่ลึกและเร็ว  ปริมาตรอากาศต่อการหายใจ 1 ครั้ง (ความลึกของการหายใจ) จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 6 เท่าของปกติ  และอัตราเร็วของหายใจต่อ 1 นาที อาจเพิ่มขึ้นได้ 6 เท่าของปกติ  ถ้าออกกำลังกายเพิ่มความสูงเบาๆหรือปานกลางนักกีฬาจะหายใจแรงกว่าปกติแต่ไม่ค่อยเร็วมากนัก  ถ้าให้ออกกำลังกายหนักขึ้น จะหายใจจะแรงขึ้นอีกได้ทั้งนี้ขึ้นกับความจุปอดของแต่ละคน  แต่ถ้าหายใจแรงเต็มที่แล้วการระบายอากาศยังไม่พอเพียงจะต้องหายใจเร็วขึ้น  ระยะนี้จะสังเกตว่านักกีฬาหายใจหอบเร็ว  โดยปกติการระบายอากาศจะเพิ่มอย่างเป็นสัดส่วนกับความต้องการทางเมตาบอลิก (แผนภูมิที่ 5) แต่จะเพิ่มขึ้นเร็วมากเมื่อความต้องการทางเมตาบอลิกนั้นเข้าสู่ anaerobic threshold นั่นคืออัตราการระบายอากาศจะมากกว่าอัตราการที่ร่างกายใช้ออกซิเจนต่อ 1นาที
  2. ปริมาณเลือดที่สูบฉีดไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซ (lung perfusion) เพิ่มขึ้น เป็นผลจากการสูบฉีดโลหิตจากหัวใจเพิ่มขึ้น (cardiac output เพิ่ม)
  3. การแลกเปลี่ยนก๊าซผ่านผนังถุงลมปอดและผนังหลอดเลือดฝอย (diffusion) เพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยนก๊าซเพิ่มขึ้นจากการที่มีเลือดสูบฉีดไปยังปอดที่เพิ่มขึ้น
  4. การขนส่งก๊าซ (gas transport)  ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทำงานของปอดโดยตรง  ระหว่างออกกำลังกายเม็ดเลือดแดงจะปลดปล่อยออกซิเจนให้แก่กล้ามเนื้อที่ออกกำลังกายง่ายขึ้น (มีการ shift ของ oxygen dissociation curve ไปทางขวา) เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และความเป็นกรด (H+) ที่เซลล์กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น

ระบบหัวใจและหลอดเลือด

ระหว่างการออกกำลังกาย มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ เกิดขึ้น 2 ประการ คือปริมาณการสูบฉีดเลือดจากหัวใจใน 1 นาที (cardiac output) เพิ่มขึ้น  และมีการปรับแต่งการกระจายเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆ (redistribution of blood flow)  เพื่อลำเลียงและจ่ายสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์กล้ามเนื้อได้เพียงพอแก่ความต้องการ   คนแต่ละคนจะมีการการปรับตัวของระบบหัวใจและหลอดเลือดไม่เหมือนกัน  จะแตกต่างกันไปขึ้นกับชนิด ความหนัก ความนานของการออกกำลังกาย อายุ เพศ และระดับความสมบูรณ์ทางร่างกายของคนๆนั้น

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *