ประโยชน์ของอาหารออแกนิค

ประโยชน์ของอาหารออแกนิค

  • การรับประทานอาหารออแกนิค นอกจากจะช่วยต้านโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ยังทำทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีในปริมาณที่สูงกว่าอาหารทั่วไป เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการยังคงความสมบูรณ์ และมีความสดได้นานกว่าอาหารทั่วไป
  • หากรับประทานอาหารอาหารออแกนิคตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคทั้งหลาย เช่น หอบหืด ออทิสติก ภูมิต้านทานบกพร่อง โรคมะเร็ง ที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยก็จะลดลงและยังช่วยทำให้คุณแม่มีสุขภาพที่แรงอีกด้วย
  • อาหารออแกนิคจะมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าอาหารทั่วไป โดยพืชผักที่ปลูกโดยวิธีออแกนิคจะมีวิตามินซีสูงกว่าพืชที่ปลูกทั่วไปถึง 27% มีธาตุเหล็กมากกว่า 21% และมีแมงกานีสมากถึง 29% เลยทีเดียว (ผลการวิจัยโดย The Soil Association ประเทศอังกฤษ) นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์และเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการระหว่างอาหารออแกนิคกับอาหารในซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป (ทดสอบโดยการเลือกใช้ แอปเปิ้ล, ลูกแพร์, มันฝรั่ง, ข้าวโพด, ข้าวสาลี) และพบว่าปริมาณของแร่ธาตุในอาหารออแกนิคจะมีมากกว่าอาหารทั่วไปดังนี้ มีแคลเซียมมากกว่า 63%, ธาตุเหล็กมากกว่า 73%, ฟอสฟอรัสมากกว่า 91%, โพแทสเซียมมากกว่า 125%, แมกนีเซียมมากกว่า 118%, โมลิบดีนัมมากกว่า 178%, สังกะสีมากกว่า 60%, โครเมียมมากกว่า 78% และยังพบว่าสารปรอทซึ่งเป็นสารพิษที่พบได้ในอาหารทั่วไปจะมีปริมาณที่ค่อนข้างสูง แต่กลับพบในอาหารออแกนิคน้อยกว่าอาหารทั่วไปถึง 29% ส่วนงานวิจัยของสมิธ-สแปงเกลอร์ และคณะผู้วิจัย ได้ทบทวนผลการศึกษากว่า 230 ฉบับ ซึ่งเปรียบเทียบสุขภาพของคนที่รับประทานอาหารแอแกนิคกับคนที่รับประทานอาหารทั่วไป ซึ่งทีมนักวิจัยได้พบว่าปริมาณของวิตามินในผลิตภัณฑ์ออแกนิคแทบไม่มีความแตกต่างกัน ยกเว้นฟอสฟอรัสที่อาหารออแกนิคจะมีปริมาณมากกว่าเพียงน้อย ส่วนสารอาหารในกลุ่มโปรตีนและไขมันในนม พบว่า ไม่ว่าจะเป็นนมออแกนิคหรือนมทั่วไปก็มีปริมาณของโปรตีนและไขมันไม่ต่างกัน แต่ในบางการศึกษาก็ระบุว่าในนมออแกนิคจะมีกรดไขมันโอเมก้า3 มากกว่า แต่เนื่องอยากยังมีหลักฐานการศึกษาที่น้อยมาก จึงทำให้ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน
  • อาหารออแกนิคจำพวกผักและผลไม้ จะมีความเสี่ยงจากยาฆ่าแมลงต่ำกว่าร้อย 30 เมื่อเปรียบเทียบกับพืชผักและผลไม้ทั่วไป ในขณะที่หมูและไก่อินทรีย์นั้นจะมีสารต้านแบคทีเรียน้อยกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป 33% แต่อย่างไรก็ตามเราก็อย่าลืมว่าปริมาณของสารที่ตกค้างซึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในสินค้าบางชนิดนั้นยังมีค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฉะนั้นก่อนจะนำผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์มารับประทาน ควรจะล้างให้สะอาดเสียก่อน ไม่ว่าอาหารนั้นจะเป็นอาหารออแกนิคหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคนั่นเอง
  • อาหารออแกนิคผลิตมาจากกระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ทั้งยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารป้องกันเชื้อรา หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมี
  • อาหารออแกนิคมีรสชาติที่ดีกว่า มีความเป็นธรรมชาติมากกว่าอาหารที่ผลิตจากระบบเกษตรทั่วไปที่มีการใช้สารต่าง ๆ หรือแม้แต่ในด้านการแปรรูป อาหารออแกนิคก็จะผ่านการแปรรูปน้อยกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อคงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
  • สัตว์ที่เลี้ยงในระบบเกษตรอินทรีย์จะไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเร่งการเจริญเติบโต แม้กระทั่งอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงก็จะต้องเป็นอาหารสัตว์ออแกนิค ที่ผลิตจากกระบวนการเกษตรอินทรีย์ โดยไม่มีการใช้สารปรุงแต่ง เช่น สีผสมอาหาร สารกัดบูด จึงทำให้ผลผลิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนม ไข่ เนื้อสัตว์ จะไม่มีสารสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้
  • ในการผลิตอาหารออแกนิคแปรรูป จะมีข้อกำหนดห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสารให้สี สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและรส รวมไปถึงกรรมวิธีการแปรรูปก็ต้องเป็นวิธีที่ปลอดภัย ห้ามใช้วิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น การฉายรังสี การฟอกสีให้ขาว การหมักโดยใช้สารเร่ง เป็นต้น
  • เกษตรกรผู้ปลูกจะมีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้น ปลอดภัยจากสารเคมี เพราะในระบบเกษตรอินทรีย์จะไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายใด ๆ เลย
  • ในระบบเกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงสัตว์ ทั้งปศุสัตว์ สัตว์น้ำ และสัตว์ปีก จะให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและสวัสดิการของสัตว์ ให้ความธรรมชาติแก่สัตว์เลี้ยง ไม่กักขังสัตว์ให้อยู่กันอย่างแออัด ไม่กุดอวัยวะหรือทำการทรมานสัตว์ ไม่เร่งการเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงด้วยวิธีใด ๆ และดูแลสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์โดยพิจารณาจากธรรมชาติของสัตว์ จึงทำให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพอนามัยที่ดี เจริญเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และมีความเป็นอยู่ที่สมควรแก่อัตภาพ
  • หลักการสำคัญอย่างหนึ่งของเกษตรอินทรีย์ก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องของดิน น้ำ และอากาศ เกษตรกรต้องจะทำให้ทรัพยากรดินและน้ำได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟู
  • ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีต่าง ๆ จึงทำให้ฟาร์มเกษตรอินทรีย์มีพืชและสัตว์ต่าง ๆ อยู่หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณพื้นบ้านต่าง ๆ ที่สามารถนำใช้เป็นอาหารหรือยาได้ รวมไปถึงสัตว์ต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ใต้ดินและอยู่บนดินหรือตามต้นไม้ต่าง ๆ เช่น นก ปลา แมลง ไส้เดือน เป็นต้น แม้ว่าส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจเป็นศัตรูพืช แต่ก็มีสัตว์ที่คอยควบคุมแมลงศัตรูพืชเหล่านี้อยู่เช่นกัน เช่น กบ กิ้งก่า แมงมุม เป็นต้น ด้วยความหลากหลายนี้เองจึงทำให้ฟาร์มออแกนิคมีเสถียรภาพจากการรบกวนของโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะธรรมชาติจะควบคุมกันเอง
  • การผลิต การขนส่ง และการใช้สารเคมีต่าง ๆ ทางการเกษตรจะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของโลกร้อน แต่ระบบเกษตรอินทรีย์ปฏิเสธการใช้สารเหล่านี้ จึงทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง อีกทั้งระบบเกษตรอินทรีย์ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังช่วยตรึงและเก็บกักคาร์บอนในรูปของอินทรียวัตถุบนดินและใต้ดิน รวมทั้งในชีวมวลต่าง ๆ ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกลดลง
  • ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรในด้านค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการซื้อสารเคมีหรือยากำจัดแมลงศัตรูพืช และช่วยลดปริมาณการนำเข้าของสารเคมีจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง
  • เกษตรกรที่ผลิตอาหารออแกนิคจะได้รับการประกันราคาผลผลิต ได้ราคาที่ยุติธรรม ทำให้เกษตรมีรายได้มากขึ้น จึงช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมเมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเกษตรทั่วไปที่เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาต่ำ ทำให้ขาดทุนและเป็นหนี้สิน สำหรับผู้บริโภคก็จะได้รับประทานอาหารออแกนิคที่มีความปลอดภัย มีคุณภาพ และราคายุติธรรม

เลือกน้ำมันในการประกอบอาหาร